เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ชอบมาก จากอัลบั้ม “เพลงของเธอ” ที่ซื้อมาพร้อมหนังสือเมื่องานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และนี่คือที่มาของเพลง “มือซ้ายกับมือขวา”
-——
วันนี้ถือเป็นวันที่เอิ้นโชคดีมากๆ วันหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเอิ้นได้มีโอกาสไปเป็นอาสาสมัครและได้ฟังการเทศนาของท่านอาจารย์ติช นัท ฮันท์ ในหัวข้อเรื่อง “สู่ศานติสมานฉันท์” รู้นะว่าหลายคนที่กำลังอ่านอยู่กำลังจะทำหน้างงๆ ใส่เอิ้น แล้วแอบถามในใจว่าใครคือ ท่านอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ? แล้วโชคดียังไง?
โอ๋! ใจเย็นนะคะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง เพราะความจริงหน้าเราสองคนก็งงพอกันตอนที่ได้ยินเชื่อท่านครั้งแรก แต่เมื่อได้สอบถามผู้รู้ถึงความเป็นมาของท่านแล้วก็ทำให้ อึ้ง ทึ่ง และกระตือรือร้นอยากจะพบท่านขึ้นมาทันที
ท่านเป็นพระเวียดนาม นิกายเซน แต่เมื่อครั้งเกิดสงครามเวียดนาม นักบวชในศาสนาต่างๆ รวมถึงท่านถูกกวาดล้าง ท่านจึงต้องลี้ภัยไปยังประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 2509 ท่านได้สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและซอร์บอน เป็นคณะกรรมการชาวพุทธเวียดนามเพื่อสันติภาพให้กับการเจนจาสันติภาพ ณ กรุงปารีส
มาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ เจอาร์ ได้เสนอชื่อท่านเพื่อเข้ารับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ โดยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัวอีก ที่จะมีคุณค่าพอสำหรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นอกเหนือจากพระผู้อ่อนโยนจากเวียดนามรูปนี้”
ปัจจุบันท่านพำนักอยู่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อว่า “หมู่บ้านพลัม” ในประเทศฝรั่งเศส ท่านใช้ที่นี่ในการเขียนหนังสือและบทกวี ทำสวนและทำงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพทั่วโลก จัดการอบรบการเจริญสติทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ รวมทั้งจัดการอบรมภาวนาให้แก่ทหารผ่านศึก แพทย์ ศิลปิน นักจิตบำบัด นักสิ่งแวดล้อม และเด็กๆด้วย
นี่คือข้อมูลเบื้องต้นที่เอิ้นได้รับ แต่กลับไม่ใช่จุดที่เอิ้นสนใจเท่ากับความอยากรู้ที่ว่า ท่านมีวิธีการสอนและเผยแพร่พระพุทธศาสนาอย่างไรถึงทำให้ได้รับการยอมรับและศรัทธาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาและยุโรป ถึงขนาดตั้งหมู่บ้านขึ้นมาได้ ทั้งๆที่เราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าศาสนาที่ถูกวางรากฐานมายาวนานคือศาสนาคริสต์ นี่คือสิ่งที่จูงใจทำให้เอิ้นตั้งใจว่า ในการมาเมืองไทยของท่านในครั้งนี้หลังจากที่เคยมาแล้วเมื่อ 40 ปีก่อน เอิ้นจะต้องมีโอกาสได้พบและฟังท่านเทศน์สักครั้ง
และแล้วสิ่งที่ตั้งใจไว้ก็เป็นจริง วันนั้นท่านมาเทศน์ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในหัวข้อ “ศานติสมานฉันท์” ซึ่งเป็นหัวข้อที่เข้ากับภาวะการเมืองของบ้านเราในช่วงนั้นเป็นอย่างมาก ในวันนั้นเอิ้นรับอาสาไปเป็นอาสาสมัครช่วยดูแลงานด้วย ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะคะ แต่ขอบอกตามตรงเลยนะ ว่าแม้จะเป็นคนสนใจพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะการปฏิบัติธรรม แต่สิ่งที่ไม่ชอบและจะหลีกเลี่ยงอย่างที่สุดนั่นก็คือการฟังเทศน์ เพราะฟังทีไรเป็นตต้องหลับน้ำลายไหลทุกที แต่คราวนี้แตกต่างจากทุกครั้ง เอิ้นฟังไปยิ้มไป ไม่ใช่แค่ปากนะคะ ใจก็ยิ้มด้วย จริงๆวันนั้นท่านพูดถึงหลายเรื่อง แต่เอิ้นจะเล่าเรื่องที่รู้สึกประทับใจจนต้องหยิบกระดาษกับปากกามาเขียนเป็นเพลง
ท่านเล่าว่า “เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ฉันเกิดอาการปวดหัวไหล่ข้างขวาซึ่งเป็นข้างที่ฉันถนัด มือขวาของฉันจึงต้องรบกวนให้มือซ้ายทำหน้าที่ต่างๆแทน อย่างเช่น แปรงฟัน จับช้อนตักอาหาร หรือแม้กระทั่งการเขียนหนังสือ แรกๆเจ้ามือซ้ายก็ทำอะไรงกๆเงิ่นๆ ไม่ค่อยถนัดเท่าไร แต่หลังๆก็ทำงานต่างๆได้คล่องแคล่ว และแอบดีใจที่ได้แบ่งเบาภาระของมือขวาในยามเจ็บป่วย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มือขวาของฉันนั้นจะคล่องแคล่ว ว่องไว ทำงานเก่งและทะมัดทะแมงกว่ามือซ้ายมาก แต่มือซ้ายก็ไม่เคยแม้สักครั้งที่จะอิจฉาในความเก่งกาจของมือขวา ในขณะที่มือขวาเองก็เต็มใจที่จะทำงาน แม้ว่าจะหนักและเหนื่อยสักเท่าไร โดยไม่เคยคิดสักครั้งว่ามือซ้ายจะกินแรง เหตุผลก็เพราะว่าทั้งมือซ้ายและมือขวาของฉันต่างรักกันอย่างแท้จริง”
“แต่ก็มีบางครั้งที่ต่างฝ่ายต่างสร้างความเดือดร้อนให้แก่กัน เช่น มีครั้งหนึ่งที่ฉันต้องการแขวนภาพวาดของฉันไว้ที่ฝาผนัง วันนั้นมือซ้ายรับหน้าที่ถือตะปู ส่วนมือขวาถือค้อน แต่วันนั้นมือขวาเกิดทำงานพลาด ค้อนไปตอกโดนหัวนิ้วโป้งซ้ายเข้า มือขวาตกใจมากรีบทิ้งค้อนลง แล้วเอามือไปประคองกอดนิ้วโป้งซ้ายด้วยความรัก และถึงแม้มือซ้ายเองจะเจ็บปวดเพียงใด แต่ด้วยความรักที่มีต่อมือขวา มือซ้ายก็ให้อภัยมือขวาได้เสมอ”
“ประเทศไทยเองก็เปรียบเสมือนร่างกาย มีชาวพุทธซึ่งเป็นคนส่วนมากเป็นมือขวา ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นเป็นมือซ้าย ขอแค่เพียงเรามีความรัก ความเข้าใจมอบให้แก่กัน จะกระทบกระทั่งกันบ้าง เราก็พร้อมที่จะให้อภัยกันได้เสมอ”
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นนะคะ ยังมีเรื่องน่าอมยิ้มอีกมากมายในการรับฟังธรรมเทศนาในครั้งนั้น
หลังจากวันนั้น ความสงสัยของเอิ้นได้มลายหายไปจนหมดสิ้น จนวันนึงมีนิตยสารฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์ด้วยคำถามว่า “ในภาวะที่สังคมแตกแยกและวุ่นวายอย่างทุกวันนี้ เอิ้นจะคิดถึงฮีโร่คนไหนที่จะมาช่วย และเพราะอะไร”
เอิ้นตอบไปอย่างทันทีทันใดว่า “พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ค่ะ เพราะท่านสามารถสอนให้เราเข้าใจความรักได้อย่างถูกต้อง ง่ายดายและลึกซึ้ง”
ร้องโดยพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง

Post new comment