เพลงของเธอ : เลือกที่จะเหงา

Submitted by joezine on Thu, 10/23/2008 - 14:28

สองบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ เอิ้นขอเขียนเป็นเรื่องสั้นก็แล้วกันนะคะ

เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะการเล่าสู่กันฟัง แต่ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ก็ได้เค้าโครงมาจากเรื่องจริงที่มีหลายคนส่งเข้ามาให้อ่าน เอิ้นก็เลยถือโอกาสยำใหญ่เสียเลย แล้วให้เพลงเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของเรื่องนี้ค่ะ

-——-

แท่น…แทนทาลาแล่น… แท่นแทนท่าลาแล่นแท่น… แท่น… แทน wake up, wake up

ผมเบื่อเสียงนี้จริงๆ เลย แต่ผมก็ต้องได้ยินมันทุกเช้า เพราะมันยังดีกว่าการที่ผมต้องตคื่นขึ้นมาด้วยเสียงต ะโกนของแม่ เวลาที่แม่ตะโกนหรือร้องเรียกให้ทำอะไรสักอย่าง ผมจะรีบทำอย่างหัวซูกหัวซูน ไม่ใช่เพราะเป็นคนดีอะไรมากมายหรอกครับ แต่เป็นเพราะถ้าปล่อยให้แม่ตะโกนนานๆ แก้วหูผมอาจจะร้าวรานเอาได้ ผมไม่แน่ใจว่าที่กล่องเสียงของแม่มีนกหวีดฝังอยู่หรือเปล่า

ลองทายกันเล่นๆนะครับ ว่าแม่ผมทำอาชีพอะไร “ตำรวจจราจร” … ไม่ใช่!

…ไม่เล่นแล้วดีกว่า เดี๋ยวนรกจะรับประทานศรีษะเอา!

ที่จริงแม่ผมเป็นครูครับ ตั้งแต่เล็กๆเวลาที่เห็นแม่สอนนักเรียน วิธีคิดและการปฏิบัติตัวของแม่ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าแม่เกิดมาเพื่อเป็นครูโดยจิตวิญญาณจริงๆ เวลาที่เราทำอะไรด้วยจิตวิญญาณกับด้วยหน้าที่ มันแตกต่างกันมากนะครับ แม้ว่าการเป็นครูจะไม่ได้ทำให้ครอบครัวของเรามีรายได้ร่ำรวย แต่สำหรับแม่แล้วความภูมิใจในงานที่ทำมีมากมายหลายเท่า ผมเองก็อยากเป็นอย่างนั้น …แต่ตอนนี้ผมสายแล้ว ผมต้องรีบลุกเพื่อไปอาบน้ำแจ่งตัวก่อน เพราะนี่เป็นวันที่สำคัญในชีวิตผมอีกวันหนึ่ง

“ผมลาออกครับ”
“นี่คุณเอก คุณอย่ามาล้อเล่นอย่างนี้นะ ไม่ขำเลย”
“ผมไม่ได้ล้อเล่น ผมลาออกจริงๆ”
“ทำไม เงินเดือนน้อยไปหรือไง งั้นผมขึ้นเงินเดือนให้คุณเลย เดือนนี้ 1,000 บาท”
โอ้โห! จะง้อตูแล้วยังจะมางกอีก ผมคิดในใจ
“ไม่ใช่เรื่องเงินครับ เอาเป็นว่าผมลาออก สวัสดีครับ” แล้วผมก็เลือกเดินออกมา ทิ้งให้เจ้านายทำสีหน้างงงวยและปากอ้าค้างโดยไม่ได้บอกเหตุผลใดๆต่อ ในใจก็แอบสะใจเล็กๆ ..ฮาๆ ไอ้ผู้จัดการปลาเค็มอ้าปากค้างซะบ้าง เอาแต่ด่าคนอื่นจนเขาอ้าปากค้างดีนัก

ต่อจากนี้ไปผมก็ไม่แน่ใจหรอกนะชีวิตผมจะขำอย่างนี้หรือเปล่า โดยเฉพาะกับพ่อแม่ของผม ถ้าหากว่าท่านรู้ว่าผมกำลังจะทำอะไร

ถ้าผมบอกใครต่อใครบนโลกนี้ว่าผมเพิ่งลาออกจากการเป็นวิศวกรของบริษัทที่ใหญ่โตมั่นคง เพื่อมาขับแท๊กซี่ ผมคิดว่าทุกคนคงบอกว่าผมนี่ไม่โง่ก็ต้องบ้า เพราะแม้กระทั่งตัวผมเองก็ยังถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า โง่หรือบ้ากันแน่ๆ แต่ถึงยังไงก็ผมก็อยากลอง

ความคิดนี้ เกิดขึ้นตอนที่ผมได้รับลิงก์เมลฉบับหนึ่งที่มีคนส่งมา ข้อความว่า…

ทุกวันนี้เรามีตึกที่สูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้น แต่ความอดทนอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านที่ใหญ่ขึ้น แต่ครอบตรัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ๆมากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับต่ำลง
เรามีอาหารดีๆมากขึ้น แต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นจากนี้ไปขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดีๆไว้ โดยอ้างว่า เพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ คือโอกาสที่พิเศษที่สุดแล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงรังตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ…อยาก
จงใช้ใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูง คนที่รักให้มากขึ้น
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือห่วงโซ่ของนาทีแห่งความสุข ไม่ใช่เพียงแค่การอยู่รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดีๆที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากใช้
เอาคำพูดที่ว่า สักวันหนึ่ง…ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่า เรารักพวกเขาแค่ไหน
อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู็เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง…

จอร์จ คอลลิน (ดาราตลก) เขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

ทั้งหมดทั้งมวลที่เขาเขียนมานั้นคือชีวิตของผมในทุกวันนี้ ทั้งๆที่ผมรู้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ผมอยากเป็นรักเขียน
ผมอยากเล่นดนตรี
ผมอยากตื่นขึ้นมาโดยไม่ต้องมีเสียงเจ้านาฬิกาปลุกชินจังหรือนกหวีดในลำคอของแม่
ผมไม่อยากรีบล้างหน้าแปรงฟันแล้วรีบมาทานอาหารเช้าบนรถ เพื่อให้เข้างานได้ทัน
ผมไม่อยากแต่งงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
ผมไม่อยากกลับบ้านดึกดื่นด้วยความเหนื่อยอ่อนแล้วสลบไปโดยไม่มีโอกาสได้ราตรีสวัสดิ์พ่อกับแม่สักคืน
ผมเป็นคนนะครับ ไม่ใช่ยุงลาย แต่ชีวิตกลับต้องทำอะไรเป็นวงจร

ผมอยู่กับคำว่า “ผมไม่อยาก” มาตลอดเวลา จนกลายเป็นเพื่อนซี้กันไปเสียแล้ว แต่สิ่งที่ผมได้คืนมาจากเพื่อนคนนี้ก็คือความมั่นคงในชีวิต บางทีสิ่งที่เราไม่ชอบก็ไม่ได้แปลว่ามันจะทำร้ายเราเสมอไปและผมคิดว่า ผมได้ของขวัญจากเพื่อนคนนี้มาพอสมควรแล้ว และการที่ผมได้อ่านลิงก์เมลฉบับนั้น ทำให้ผมอยากที่จะหันกลับมามองความต้องการของตัวเอง อีกอย่าง ตอนนี้ผมก็ไม่ได้มีภาระทางใจกับใคร ไม่ใช่ว่าผมไม่หล่อนะ เพราะความจริงผมหล่อมากทีเดียว…ล้อเล่นนะครับ มันไม่เกี่ยวกับหล่อไม่หล่อหรอก แต่ที่ผมยังไม่มีคนรักกับเขาสักทีเพราะผมไม่อยากคบใครเพียงแค่เหงาทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ใช่ ผมว่ามันเสียเวลา ผมเลยเลือกที่จะอยู่อย่างเหงาๆ แล้วเอาเวลาที่รอคอยเขาคนนั้นมาดูแลตัวเอง ผมว่ามันคุ้มค่ากับการรอคอย

เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเลือกที่จะทำตามความฝัน ผมอยากเขียนหนังสือ ผมอยากเขียนเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่เกิดขึ้นบนรถแท๊กซี่
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมผมต้องไปขับแท๊กซี่

“นี่มันหกโมงเช้าแล้วนะเอก ทำไมยังไม่ตื่น เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอกลูก” เสียงแม่ขึ่นมาปลุกผมในวันรุ่งขึ้น เป็นวันที่ผมไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเองอีกต่อไปแล้ว
“ไม่สายหรอกครับ ช่วงนี้ผมลาพักร้อน”
“งั้นแม่ไปทำงานก่อนนะ”
“คร้าบ”
ผมลุกมาล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดินลงมาชงกาแฟอย่างสบายใจ นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ลุกจากที่นอนตอน 7 โมงเช้า
“อ้าว! พ่อ ยังไม่ไปทำงานหรือครับ”
“นี่พ่อเกษียณมาจะสองปีแล้วนะเอก”
“อ้อ! จริงด้วย ขอโทษครับพ่อ ผมลืมไป”
“ท่าทางลูกจะทำงานหนักมาเกินไปแล้วนะ ว่าแต่ทำไมลูกถึงลาพักร้อนได้ ช่วงนี้มันหน้าฝนนะ”
“ตลกบริโภคอีกแล้วนะพ่อ เดี๋ยวแม่เขาก็ดุเอาหรอก”
“ช่างเขาเถอะ แม่เขาก็จริงจังเกินไป และที่สำคัญ ..เขาไม่อยู่ ฮ่าๆ”
“ว่าแต่ตอนนี้ลูกคิดจะทำอะไร”
“ทำไมพ่อรู้”
“อ้าว! พ่อเป็นพ่อของลูกมากี่ปีแล้ว แล้วลูกคิดจะบอกเรื่องนี้กับแม่เขาหรือเปล่า”
“เอ่อ ผมยังไม่กล้าครับ”
พ่อเดินเข้ามาตบไหล่ผมเบาๆ
“พ่อเข้าใจ พ่อก็ไม่กล้าเหมือนกัน ฮ่าๆๆ แต่เอาน่า ลูกเชื่อสิว่าลูกเป็นคนเก่งและโชคร้ายแต่ดี”
“ยังไงพ่อ พ่อพูดซะผมจะเมากาแฟแล้วเนี่ย”
“ใจเย็นๆ พ่อรู้นะว่าบางทีลูกก็วางตัวไม่ถูกกับการที่จะต้องเติบโตมาท่ามกลางความแตกต่างของพ่อและแม่ ความเข้มงวดและความเจ้าระเบียบของแม่ ทำให้ลูกได้หล่อหลอมความมีระเบียบวินัยในตัวเอง ส่วนความเฉื่อยและหย่อนยานของพ่อ ลูกก็ได้เอามันไปใช้เพื่อผ่อนคลายตัวเอง การที่ลูกเลือกใช้ข้อดีและข้อเสียของพ่อและแม่เพื่อช่วยให้ตัวเองได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เท่านี้พ่อถือว่าลูกประสบความสำเร็จในการเป็นมนุษย์ขั้นนึง เท่านี้พ่อก็ภูมิใจแล้ว ส่วนชีวิตต่อไปจากนี้ลูกจะเลือกเดินทางไหน จะฝันไกลเท่าไร มันคือกำไรในชีวิตของลูกเอง ส่วนเรื่องแม่ พ่อคิดว่าความรักที่เขามีต่อลูกจะทำให้เขายอมรับทุกอย่างได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ตัวใครตัวมัน ฮ่าๆๆ”
“จบเกือบเท่แล้วนะพ่อ ยังไงผมก็ต้องขอบคุณพ่อมากครับ”
พ่อตบไหล่ผมอีกครั้ง
“เอ้า ลองดู! สู้ตายนะไอ้เสือ เดี๋ยวพ่อขอตัวไปทักทายเพื่อบ้านใหม่หน้าเก่าก่อน”
แล้วพ่อก็เดินจากไป
อะไรกัน เพื่อนบ้านใหม่หน้าเก่า?
แต่ความสงสัยของผมก็ไม่เท่ากับความประทับใจใในคำพูดของพ่อในเช้านี้ คุ้มจริงๆ ที่ลาพักฝน …ไม่ใช่สิ พักร้อน!

หนึ่งอาทิตย์ถัดมา หลังจากที่สืบหาข้อมูลในการขับรถแท็กซี่แล้วเข้าอบรมจนได้รับใบอนุญาต ในที่สุดผมก็ได้ขับแท็กซี่ให้เช่าครั้งแรกในชีวิต เป็นโตโยต้า Vios เลขทะเบียน ตด 5566 กทม. ผมก็เลยตั้งชื่อเล่นให้มันซะเลยว่า ไอ้ตด ผมขับไอ้ตดออกมาจากอู่รถเช่าได้ไม่เท่าไร นั่น…ผมกำลังจะได้ผู้โดยสารคนแรกแล้ว คุณลุงท่าทางแก่มากคนหนึ่งกำลังยืนโบกอยู่ข้างทาง แล้วคุณลุงก็ขึ้นรถมาด้วยท่าทางงกๆเงิ่นๆ

“ไปไหนครับลุง”
“หา!”
ผมแอบคิดในใจว่า เอ้ ผมไม่ได้พูดเบานะเนี่ย
“ไปไหนครับลุง”
“หา!”
อ้าวซวยแล้วตู ผมเริ่มแน่ใจแล้วว่าลุงคงมีปัญหาทางหูแน่ ผมเลยชะโงกหน้าไปตะโกนข้างๆหูลุงอีกครั้ง

“ไป ไหน ครับ” ผมพยายามเน้นเสียงหนักแน่น ชัดเจน
“ไปบ้าน” ขอบคุณครับลุง รู้ขึ้นเยอะเลย
“บ้าน อยู่ ไหน ครับ”
“เอกมัย” เอาล่ะ เอาเท่านี้ก่อน ผมรีบบึ่งรถมุ่งหน้าไปเอกมัยทันที ระหว่างนี้ผมคิดว่าคงไม่ได้คุยกับลุงแกแน่ๆ ก็เลยเปิดรายการวิทยุเพื่อแก้เหงา

“ฉันเลือกที่จะเหงา เพื่อรอคอยเขาคนนั้น ฉันเลือกที่จะฝัน จนกว่าฉันจะได้เจอรักแท้”

นี่มันเพลง “เลือกที่จะเหงา” นี่นา ผมชอบชื่อเพลงนี้ อาจจะเป็นเพราะตอนนี้ผมเองก็เลือกที่จะเหงาเหมือนกัน แล้วไม่นานก็เข้าเขตเอกมัย

“ลุงครับ ตรง ไหน ของ เอก กะ มัย”
“เอ็งมาเอกมัยทำไม”
ผมอึ้งไปสักพัก
“ก็ลุงบอกให้ผมมา”
“ข้าไม่ได้บอก ข้าจะไปปิ่นเกล้า”
“ปิ่นเกล้าเนี่ยนะลุง” ผมเริ่มจะเอะใจเลยลองถามแกไปเล่นๆอีกที
“ลุง จะ ไป ไหน”
“บางซื่อ”
อ้าว! ฉิบหาไม่เจอ (หาย) ละ
แล้วจะทำยัไงงดีล่ะเนี่ย วันแรกเที่ยวแรกก็เจอดีเสียแล้ว ผมตัดสินใจจอดรถเพื่อตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายผมตัดสินใจพาลุงแกไปส่งที่สถานีตำรวจใกล้กับที่ที่รับขึ้นรถมา ทันทีที่ขึ้นไปบนโรงพักก็มีคุณป้าคนหนึ่งยิ้มร่ามาทั้งน้ำตาถลาเข้ามากอดคุณลุง ที่แท้เธอคือภรรยาของคุณลุงที่มาแจ้งความหลังจากที่ลุงหายออกจากบ้านไป ผมก็เลยได้รู้ว่าที่จริงแล้วคุณลุงเป็นโรคความจำเสื่อมหรือที่เรารู้จักกันในชื่ออัลไซเมอร์มาได้ 2 ปีแล้ว ความจำของคุณลุงค่อยๆเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ไล่ตั้งแต่ วัน เวลา สถานที่ และคุณลุงก็กำลังจะจำใครไม่ได้

วันนั้นทั้งวัน ผมใช้เวลากับเรื่องนี้จนใกล้จะหมดเวลาเช่ารถหลายชั่วโมงที่ผ่านมามีหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กลับมีภาพภาพเดียวที่ผมประทับใจ นึกถึงภาพนี้ทีไรก็อดยิ้มไม่ได้

นั่นคือภาพที่คุณป้าโผเข้ากอดคุณลุงด้วยความรักและเป็นห่วง แล้วตามด้วยการกอดกลับของคุณลุง แม้ว่าสมองที่ใช้การมานานและโรคที่รุมเร้าจะทำให้ความทรงจำของคุณลุงเริ่มเสื่อมสลาย แต่ก็ไม่อาจสายความรู้สึกรักและผู้พันที่มีต่อกันได้ แม้ว่าตื่นเช้าขึ้นมา คุณลุงอาจจะจำไม่ได้แล้วว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือใคร

คืนนั้นก่อนเข้านอน ผมก็เลยเข้าไปที่ห้องพ่อกับแม่แล้วขอกอดท่านคนละที ท่านทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ผมเชื่อแล้วว่า การกอดคือ “ผ้าห่มที่มีหัวใจ” จริงๆด้วย

แต่ละวัน แต่ละวัน ที่ออกรถ ผมกลับมาบ้านพร้อมกับเรื่องราวและเหตุการณ์แปลกๆใหม่ๆ ขำบ้างไม่ขำบ้าง เช่น เรื่องของสามีภรรยาทะเลาะกัน ตบกันหน้าคว่ำบ้างหงายบ้าง แต่บางคู่ก็รักกันจนแทบจะมี Sex in the taxi หรือเรื่องที่ผมโดนโกงค่าโดยสานบ้าง ได้เงินเกินบ้าง เกือบจะมีคนเกิด เกือบจะมีคนตาย และอีกมากมาย

การมาขับแท๊กซี่แม้ว่าจะเป็นทางผ่านหนึ่งของการเป็นนักเขียนของผม แต่มันก็ให้ประสบการณ์อะไรมากมายกับชีวิต ผมเริ่มมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้น พร้อมๆกับที่แม่เริ่มสงสัยในตัวผมมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน จะบอกแม่ว่ายังไงดีนะ …ในระหว่างที่นั่งคิดเล่นๆอยู่ในรถ วิทยุเปิดเพลง “เลือกที่จะเหงา” อีกแล้ว ผมว่าเพลงนี้ก็ธรรมดาๆแต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้เปิดทางวิทยุบ่อยนัก

“ไปสยามค่ะ”
“ไปสยามค่ะ” เสียงจากเบาะหลังพูดซ้ำ
“คุณคะ”
ผมหันไปมองที่มาของเสียง
“ครับ ไปสยามครับ” ผู้โดยสารคนนี้น่ารักจัง แถมยังคุ้นหน้ามากเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่ที่น่าแปลกก็คือ อยู่ๆผมก็รู้สึกว่าเพลง “เลือกที่จะเหงา” เพราะขึ้นมาจับใจ…

-——-

(Comment)

ถึงแม้จะเป็นบทละครหรือเรื่องราวที่ตัดแปลงมาจากเรื่องจริง ถือว่าเนื้อเรื่องตัวอักษรบรรยายออกมาได้สวยงามมาก โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย

“ครับ ไปสยามครับ” ผู้โดยสารคนนี้น่ารักจัง แถมยังคุ้นหน้ามากเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่ที่น่าแปลกก็คือ อยู่ๆผมก็รู้สึกว่าเพลง “เลือกที่จะเหงา” เพราะขึ้นมาจับใจ…

เคยมีความรู้สึกแบบนี้อยู่เหมือนกัน ความรู้สึกที่ว่า “ชีวิตไม่ได้มีวงจรเหมือนยุงลาย” มีสิ่งที่น่าค้นหาและสิ่งที่อยากทำมากมาย แต่ทำไมถึงต้องมีคำว่า “ถ้ามีเวลา” ด้วยนะ

Tags: | »

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • You can use Markdown syntax to format and style the text. Also see and Markdown Extra for tables, footnotes, and more.
  • You can enable syntax highlighting of source code with the following tags: <code>, <blockcode>. The supported tag styles are: <foo>, [foo]. PHP source code can also be enclosed in <?php ... ?> or <% ... %>.

More information about formatting options